“ทิสโก้” คาดจีดีพีปี 69 โตเพียง 1.6-1.8% เสนอรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

37

8 มกราคม 2569 ทิสโก้ ชี้เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ คาดปี 69 โตเพียง 1.6–1.8% เตือนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังกดดัน ราคาน้ำมัน–ทองคำ ทรงตัวสูง คาด กนง.ลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง ก.พ.นี้ เสนอรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดึงดูดลงทุนเทคโนโลยี ประเมินหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบ แนะกระจายลงทุนต่างประเทศ ชู 3 ธีมลงทุนปี 69 เกาะประเทศโตด้วยตัวเอง ลงทุน AI–สุขภาพ ถือสินทรัพย์ปลอดภัย รับมือความผันผวน

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2026 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หรือเรียกได้ว่าก้าวเข้าสู่ช่วง ‘Beyond the Turning Point’ จากความตึงเครียดทางการค้าที่เริ่มผ่อนคลาย ภาวะดอกเบี้ยต่ำที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่ง Bloomberg Consencus ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังมีสัญญาณการเติบโตเชิงบวกใกล้ระดับ 3% นำโดยเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และเอเชีย เช่น อินเดีย ส่วนกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะนำโดยสหรัฐฯ ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วลดลงสู่กรอบ 2-3% หนุนให้ธนาคารกลางหลักยังคงเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยังมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากกระแสเมกะเทรนด์ ด้าน AI และสังคมผู้สูงอายุ ที่เร่งตัวในหลาย ๆ ประเทศ กำลังพาโลกเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่

ส่วนปัญญาหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มองว่าจะยังไม่รุนแรงจนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-เวเนซุเอล่า อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากสหรัฐต้องใช้เวลาราว 2-3 ปี เข้าไปผลิตในเวเนซุเอลา จึงมองว่าราคาน้ำมันจะยังไม่ปรับลดลงตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์

สำหรับเศรษฐกิจไทย ยังมีปัจจัยหลายอย่างกดดัน ทั้งการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง โดยในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยอาจกลับมาคึกคักได้บ้าง แต่ไม่สามารถกลับมาขยายตัวได้ดีเช่นในอดีต ปัญหาเชิงโครงสร้างจากสังคมผู้สูงอายุ หนี้ครัวเรือนระดับสูง ภาษีทางการค้าที่ยังเป็นอุปสรรค ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังกังวลว่าอาจมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ควรเร่งออกมาตรการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ พร้อมกับเห็นด้วยกับมาตรการ Fast Pass ของ BOI ที่ช่วยเร่งรัดการลงทุนและดึงเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยสร้างความน่าสนใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ

ขณะที่ภาคการส่งออกที่ผ่านมาแม้จะขับเคลื่อนได้ดี แต่เป็นการขายสินค้าที่ผลิตออกมาก่อนหน้านี้ แต่หลังจากนี้การส่งออกจะชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ จึงต้องจับตานโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ช่วงกลางปีนี้ซึ่งยังมีความไม่ชัดเจน พร้อมประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.6 – 1.8% เท่านั้น

ดังนั้นรัฐบาลใหม่ จึงควรมีมาตรการกระตุ้นเเศรษฐกิจ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แก้ปัญหาด้านใช้จ่าย หนุนให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานได้เร็วขึ้น เพื่อรองรับอนาคต รวมถึงการดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุนเทคโนโลยีใหม่ เนื่องจากไทยยังมีเทคโนโลยีใหม่ไม่มาก ขณะที่เวียดนามมีความพร้อมมากกว่า มีมาตรการดึงดูดจูงใจนักลงทุนต่างชาติ มีโอกาสที่เวียดนามจะแซงไทยในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าได้

ทั้งนี้คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง อีก0.25% ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ และหากเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนอาจลดได้อีก 1 ครั้ง อีก 0.25% ส่วนปัญหาเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมา นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมมองว่าค่าเงินบาทไม่ควรแข็งค่าขึ้นมาในระดับนี้ ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออก ที่ทำให้สินค้ามีราาแพงกว่าเพื่อนบ้าน โดยประเมินว่าค่าเงินจะอ่อนค่าลงในระยะสั้น จาก ปัจจัยที่มีความไม่แน่นอน แต่คาดว่าค่าเงินจะไม่ผันผวนอย่างรุนแรง

ขณะที่ราคาทองคำยังร้อนแรง มาจากหลายปัจจัย ทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้ของภาครัฐแต่ละประเทศที่เพิ่มขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญ ธนาคารกลางแต่ละประเทศ ทยอยสะสมทองคําเพิ่มขึ้น จึงมีโอกาสที่จะเห็น ราคาทองคำโลกไปแตะที่ระดับ 4,500 – 5,000 ดอลล่าร์ต่อออนซ์

ส่วนภาพรวมตลาดหุ้นไทยปี 2569 ยังทรงตัว คาดเติบโตไม่มากนักราว 12% ประเมินดัชนีหุ้นไทยแตะระดับสูงสุดอยู่ที่ 1,388 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,100-1,200 จุด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ และกําไรของบริษัทจดทะเบียนยังขยายตัวต่ำเช่นกัน แนะนำนักลงทุนกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ แม้ส่วนตัวมองว่าหุ้นไทยยังมีโอกาสและยังน่าลงทุนอยู่

จากภาพรวม TISCO Wealth Advisory จึงมองว่าปี 2569 เป็นจังหวะสำคัญที่นักลงทุนควรใช้เพื่อจับโอกาสจากกระแสเปลี่ยนผ่านระดับมหภาค โดยใช้  3 ธีมหัวใจของกลยุทธ์การลงทุนปี 2026 ได้แก่

1. Independence : ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน โดยประเทศที่ผ่อนคลายจากสงครามการค้าแล้ว จะกระตุ้นการบริโภคในประเทศมากขึ้น ทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในประเทศเหล่านี้ขยายตัวได้ดี อาทิ สหรัฐฯ อิเดีย และเวียดนาม

2. Intelligence : พลังการเติบโตใหม่จาก AI Ecosystem และสังคมผู้สูงอายุ แนะนำให้เกาะกระแสการลงทุน AI Ecosystem, Health Care, Utility

และ 3. Instability Armor : เกราะป้องกันพอร์ตในยุคความผันผวนสูง เน้นการลงทุนให้มีเสถียรภาพ เลือกสินทรัพย์พันธบัตรระยะสั้นสหรัฐฯ ทองคำ และน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม นอกจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแล้ว นักลงทุนต้องมองภาพอย่างรอบด้านว่าต้องการลงทุนสินทรัพย์ใด หากเน้นลงทุนในหุ้นมองว่ายังสดใส และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี

Advertisement