สรท.คาดส่งออกปี 69 โต 2–4% เสนอรัฐเร่งฟื้น real sector ไทย

30

Business Highlight Online 12 มกราคม 2569 สรท. ห่วงการเติบโตของการส่งออกไทยปี 2569 พึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติ ไม่ใช่ real sector ไทย ชี้ส่งออกสินค้าข้าว–ชิ้นส่วนยานยนต์เผชิญความเสี่ยงสูง เสนอรัฐบาลใหม่ 7 แนวทางเร่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ เตือนจับตาผลตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ กรณีคืนภาษีนำเข้า 14 ม.ค.นี้

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยในการแถลงข่าว Outlook การส่งออกปี 2569 ว่า การส่งออกของไทยในปีนี้ยังสามารถเติบโตได้ในกรอบ 2–4% จากมูลค่ารวมประมาณ 340,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2568 ที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 7–9% แต่ สรท. แสดงความกังวลว่า การเติบโตในปีนี้เกิดจากการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอาหารแปรรูป มากกว่าการฟื้นตัวของภาคธุรกิจไทยโดยตรง หรือ real sector

นายธนากร กล่าวว่า แม้ตัวเลขส่งออกจะยังเป็นบวก แต่ควรตั้งคำถามว่าใครเป็น “เจ้าของการเติบโต” เพราะในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็น “สถานที่ผลิต” โดยไม่ได้เป็น “เจ้าของตลาด” หรือผู้ส่งออกในเชิงโครงสร้างที่แท้จริง

ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกไทยขยายตัวถึง 12.6% โดยได้แรงหนุนจากสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น น้ำมัน ทองคำ และรถยนต์ ซึ่งเติบโตตามภาวะราคาสินค้าโลก แต่ สรท. เตือนว่าการเติบโตในปี 2569 จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญภาวะเปราะบาง โดย IMF ประเมินว่า เศรษฐกิจจีนจะโตเพียง 2.6% และเศรษฐกิจสหรัฐฯ โตเพียง 0.4% ส่วนไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีการขยายตัวต่ำสุดในอาเซียน เพียง 1.5–1.7%

หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือแนวนโยบายของสหรัฐฯ โดยเฉพาะกรณี “US Reciprocal Tariff” หรือภาษีตอบโต้ ที่อาจทำให้สหรัฐฯ พิจารณาปรับขึ้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจากไทย หากโครงสร้างภาษีของไทยสูงกว่า อีกทั้งยังต้องจับตาคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ในวันที่ 14 มกราคมนี้ ซึ่งจะพิจารณากรณีการคืนภาษีนำเข้าในอดีต หากศาลตัดสินให้คืนภาษีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จะเป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ

ในภาพรวมสินค้า สรท.ระบุว่ายังมี กลุ่มสินค้าส่งออกที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในปี 2569 ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยงที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 12% จากความต้องการของตลาดในยุโรปและเอเชีย ขณะเดียวกัน เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านยังมีทิศทางบวก โดยเฉพาะหมวดตู้เย็น พัดลม และเครื่องปรับอากาศ รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์ ก็ยังคงเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลิตเพื่อส่งออกในระบบ supply chain ของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย

ส่วนสินค้าที่ สรท. ระบุว่า ต้องจับตาเป็นพิเศษได้แก่ ข้าวไทยซึ่งเผชิญแรงกดดันจากการที่อินเดียกลับมาส่งออกเต็มรูปแบบ โดยมีต้นทุนต่ำและความพร้อมด้านปริมาณ ส่วนกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ก็ยังมีความเสี่ยงจากนโยบายภาษีนำเข้าของเม็กซิโกที่อาจปรับขึ้นถึง 7–50% ในบางรายการ นอกจากนี้ สินค้าประเภทเกษตรแปรรูป ยางพารา กาแฟ และเครื่องดื่มก็ยังคงต้องเผชิญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนจากยุโรปเช่น EUDR และแนวทาง ESG

ขณะเดียวกัน สรท. ยังชี้ถึงปรากฏการณ์ “China Influx” ซึ่งหมายถึงการที่สินค้าราคาต่ำจากจีนหลั่งไหลเข้าสู่ไทย ทั้งในรูปแบบการค้าปลีกผ่านออนไลน์ การตั้งโรงงานในไทยเพื่อส่งออกไปประเทศที่สาม (Transshipment) และการแข่งขันด้านราคากับสินค้าทดแทนในประเทศ โดยมองว่าเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องมีมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วน

สรท. เสนอแนวทางให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ และเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ได้แก่

1. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท ไม่ให้แข็งค่าเกินจริงหรือผันผวนมากเกินไป ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก

2. ส่งเสริมการใช้ Local Content และ Regional Value Content (RVC) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตาม FTA

3. เร่งเจรจาเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะการเข้าร่วม supply chain ใหม่กับญี่ปุ่น และขยายโอกาสในตลาดอินเดีย

4. ควบคุมสินค้าทุ่มตลาดจากจีนและสินค้ารั่วไหลที่เข้ามาในรูปแบบออนไลน์หรือราคาต่ำกว่ามาตรฐาน

5. เตรียมความพร้อมรับมือกติกาการค้าโลกใหม่ เช่น CBAM ESG EUDR และมาตรการสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า

6. ยกระดับระบบโลจิสติกส์–ดิจิทัล โดยเฉพาะการจัดทำ e-Document และผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า S-Curve

7. ส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพลังงาน–โลจิสติกส์ เพื่อให้ไทยเป็น Regional Hub ด้านเศรษฐกิจและการค้า

สรท. ย้ำว่า หากรัฐบาลชุดใหม่ไม่เร่งดำเนินการตามแนวทางเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ไทยอาจไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว และมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเพียง “สถานที่ผลิตของทุนต่างชาติ” มากกว่าการเป็น “ผู้เล่นหลักในเวทีการค้าโลก”

Advertisement