เงินบาทอ่อนค่า หลัง “ทรัมป์” เลือก “เควิน วอร์ช” เป็นประธานเฟด

13

Business Highlight Online 2 กุมภาพันธ์ 2569 เงินบาทอ่อนค่า ใกล้แนว 31.70 บาท/ดอลาร์สหรัฐ ในช่วงเช้า ก่อนจะกลับมาปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 31.62-31.64 บาท/ดอลลาร์ ช่วงเวลา 11.00 น. หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เลือกนายเควิน วอร์ช ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ตลาดรอลุ้นผลการเลือกตั้งของไทย ตามสถิติมีโอกาสแข็งค่าขึ้น 2-3% ในช่วง 1 เดือน หลังการเลือกตั้ง

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แจ้งว่า เงินบาทยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากช่วงตลาดนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ท่ามกลางทิศทางที่แข็งค่าของเงินดอลลาร์ และการร่วงลงของราคาทองคำในตลาดโลก (มาเคลื่อนไหวในระดับที่ต่ำกว่า 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงตลาดเอเชียเช้านี้) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เลือกนายเควิน วอร์ช ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด หลังจากวาระของนายเจอโรม พาวเวล สิ้นสุดลงในเดือน พ.ค. ซึ่งทำให้ตลาดคลายความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของเฟดลงไปมาก นอกจากนี้เงินดอลลาร์ยังมีปัจจัยบวกจากตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ PPI เดือน ธ.ค. ของสหรัฐ ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่ตลาดคาดด้วยเช่นกัน

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 31.40-31.70 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำตลาดโลก ตัวเลขดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน ม.ค. ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ รวมถึงตัวเลขดัชนี PMI และ ISM ภาคการผลิตเดือน ม.ค. ของสหรัฐ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ประเมินกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Up และมีจังหวะอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.31-31.62 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะการปรับฐานเป็นระยะๆ ของราคาทองคำ พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ตอบรับข่าวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เลือกนายเควิน วอร์ช เป็นประธานเฟดคนใหม่ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดประเมินว่านายเควิน วอร์ช อาจไม่ได้สนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย โดยเฉพาะในส่วนของการทำ Quantitative Easing (QE) มากเท่ากับผู้สมัครท่านอื่นๆ

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น ประเมินว่าควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐ พร้อมรอติดตาม ผลการประชุมแบงก์ชาติอังกกฤษ (BOE) และยุโรป (ECB) รวมถึงสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และรายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างหุ้นเทคฯ ใหญ่ (Alphabet และ Amazon)

“เราประเมินว่าผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอลุ้นผลการเลือกตั้งของไทย โดยจากสถิติในอดีต เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อราว 2-3% ในช่วง 1 เดือน หลังการเลือกตั้ง ก่อนที่จะพลิกอ่อนค่าลง พร้อมความผันผวนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากมีความวุ่นวายของการเมืองไทย ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่าเงินดอลลาร์เสี่ยงอ่อนค่าลง หากข้อมูลการจ้างงานสหรัฐออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่าความเสี่ยง Two-way risk ของเงินดอลลาร์ยังอยู่” นายพูน กล่าว

นายพูน ย้ำว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1.การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2.การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้นก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3.ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤติการเมือง

Advertisement