Business Highlight Online 12 กุมภาพันธ์ 2569 EXIM BANK ห่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ฉุดส่งออกปี 69 โตร้อยละ 2 แนะผู้ส่งออก ประกันความเสี่ยงรองรับเงินบาทแข็งค่า หวังปล่อยกู้ใหม่ 60,000 ล้านบาท ยกเครื่องดูแลผู้ส่งออกครบวงจร เสริมสภาพคล่อง-บริหารความเสี่ยง นำผู้ส่งออกไทยรุกตลาด การค้าโลกยุคใหม่ รองรับเศรษฐกิจสีเขียว
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลก ยังคงเผชิญความเปราะบางและความผันผวนสูงจากความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า ความตึงเครียดทาง ภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดรอเยื้อ ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน การค้า และการลงทุนทั่วโลก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจ ประเทศหลักมีแนวโน้มชะลอตัว ประกอบกับค่าเงินบาทแกว่งตัวรุนแรงตามปัจจัยภายนอก เพิ่มความเสี่ยงต่อรายได้และต้นทุนของผู้ส่งออก จึงแนะนำให้ผู้ส่งออกประกันความเสี่ยง ด้วยการซื้อ Forword กับ EXIM BANK และธนาคารพาณิชย์อื่น
สำหรับประเทศคู่ค้าสำคัญ อย่างสหรัฐ คาดจีดีพีปี 69 โตร้อยละ 2.4 และมีปัญหาเรื่อภาษีนำเข้าสหรัฐ ส่วนจีน คาดว่าจีดีพี โตร้อยละ 4.5 ต่ำกว่าร้อยละ 5 ในรอบเกือบ 30 ปี จีนยังมีปัญหาเงินฝืด ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ สินค้าจีนราคาถูกไหลทะลักเข้ามายังไทย เมื่อการค้าโลกชะลอตัว จึงคาดว่าการส่งออกในปี 69 ขยายตัวร้อยละ 2 ยอมรับว่าในช่วงไตรมาส 3 ปี 68 สินเชื่อรวมหดตัวร้อยละ -1.0 หดตัว 5 ไตรมาสติดต่อกัน สินเชื่อเอสเอ็มอี หดตัว 14 ไตรมาสติดต่อกัน ติดลบร้อยละ -4.6 จึงกำหนดเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 69 วงเงิน 60,000 ล้านบาท รักษาระดับการทำกำไรสุทธิปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 1,904 ล้านบาท นอกจากนี้ กติกาการค้าโลกยังเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และ ข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าถึงตลาดโลก ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศยังเพิ่มความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ดังเช่นอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งล้วนซ้ำเติมความ ไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 EXIM BANK อนุมัติสินเชื่อใหม่ 54,346 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของ ผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง พร้อมผลักดันการกระจายความเสี่ยง ด้วยการรุกตลาดใหม่ (New Frontiers) ลดการพึ่งพาตลาดเดิม โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มประเทศ CLMV กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และตลาดใหม่รวม 9,125 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระ ผูกพันรวม ณ สิ้นปี 2568 มูลค่า 191,800 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนมี ปริมาณธุรกิจรวม 194,564 ล้านบาท
ด้านการส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต EXIM BANK มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยี ขั้นสูงและเศรษฐกิจสีเขียว โดย ณ สิ้นปี 2568 มีสินเชื่อและภาระผูกพันที่สนับสนุนการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวม 91,650 ล้านบาท คิดเป็น 47.78% ของยอดคงค้างรวม สะท้อนบทบาทของ EXIM BANK ในการช่วยผู้ประกอบการไทยทุกขนาดธุรกิจยกระดับ กระบวนการผลิตให้สอดรับมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดโลก
ด้านการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ EXIM BANK ยังมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ทั้งผู้ส่งออก รายใหม่และพัฒนาผู้ส่งออกรายเดิมให้เติบโตในเวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา หนึ่งในโครงการสำคัญคือ หลักสูตร “EXIM 2X” ที่ออกแบบให้ครอบคลุมทุกมิติของ ธุรกิจส่งออก ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เครื่องมือบริหารความเสี่ยง กลยุทธ์เจาะตลาดต่างประเทศ การจัดการโลจิสติกส์ ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึง ESG พร้อมสร้างโอกาสการค้าผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและกิจกรรมอื่น ๆ ของ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (Export Studio) ตลอดทั้งปี ส่งผลให้มีผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาศักยภาพสะสมรวม 25,036 ราย
ด้านการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ EXIM BANK ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกเพื่อรักษา คุณภาพพอร์ตสินเชื่อ ผ่านมาตรการ “คุณสู้ เอ็กซิมช่วย” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจให้ สามารถฟื้นฟูกิจการและลดภาระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มียอดหนี้ NPL ร้อยละ 3.66 ใกล้เคียงกับปีก่อน แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยเสี่ยง ขณะที่มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 17,139 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงถึง 261.85% ขณะที่กำไรสุทธิปี 2568 เท่ากับ 1,904 ล้านบาท
“EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่ Export Co-pilot เสริมสภาพคล่อง ควบคู่การบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความ พร้อมและความมั่นใจให้ผู้ส่งออกไทยในการแข่งขันภายใต้กติกาการค้าโลกยุคใหม่ และใช้การเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาส ขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ขอให้รัฐบาล แบงก์ชาติ ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ดูแผู้ส่งออกไทย แนะเอกชนผู้ส่งออก เริ่มให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเขียว รองรับข้อกำหนดใหม่ของตลาดโลก” นายชลัช กล่าว
Advertisement





























