ไทยพาณิชย์แนะภาคธุรกิจเร่งปรับตัวรับความผันผวนตลาดโลก

31

Business Highlight Online 26 กุมภาพันธ์ 2569 ธนาคารไทยพาณิชย์มองปี 2569 เป็นปีที่ภาคธุรกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก เงินบาทแข็งค่ายังสร้างแรงกดดันหลักต่อภาคส่งออก พร้อมเดินหน้าต่อยอดบทบาทกลุ่มงานตลาดการเงิน SCB Financial Markets (SCBFM) เป็นที่ปรึกษาบริหารความเสี่ยงทางการเงินเชิงกลยุทธ์ ช่วยออกแบบการบริหารความเสี่ยง ด้านค่าเงินในช่วง 1-2 เดือนนี้ประเมินอยู่ในกรอบ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปี 2568 แข็งค่ากว่า 8% ต่อปี และความผันผวนสูงกว่าในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออกไทย และมีนัยต่อ GDP ของประเทศ ดังนั้นในปีที่ผ่านมาจึงเห็นผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นสะท้อนจากปริมาณธุรกรรมทั้งการสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) และสัญญาออปชั่น (Options) ของ SCBFM เพิ่มขึ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของปริมาณธุรกรรม FX ทั้งหมด นอกจากนี้ ธนาคารยังส่งเสริมแนวคิดการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเพียงอย่างเดียว ช่วยเลี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุนและรายได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

สำหรับตลาดการเงินในปี 2569 ธนาคารประเมินว่ายังคงเป็นปีที่มีความท้าทายจากหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดโลก แนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว SCBFM ได้กำหนด 3 กลยุทธ์สำคัญในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจ ได้แก่ FX Advisory บริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการให้คำแนะนำเชิงลึกในการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของลูกค้า อาทิ FX Forward และ FX Options ในปี 2569 แนะนำผู้ประกอบการเพิ่มสัดส่วนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ควบคู่กับการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification)

Go Global สนับสนุนลูกค้าในการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยธนาคารได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนในต่างประเทศหลายรูปแบบ

Digital & AI Adoption พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็น Digital Hedging Ecosystem โซลูชัน บริหารความเสี่ยงครบวงจร วางแผนพัฒนาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนออนไลน์ (FX Online) ให้รองรับฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อให้ตอบโจทย์การบริหารความเสี่ยงและกระแสเงินสดของลูกค้าได้ครบวงจรมากขึ้น

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทในปีนี้ผันผวนมากขึ้น สอดคล้องกับความผันผวนในตลาดการเงินโลกทั้งในตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ รวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยในเดือนมกราคมได้รับแรงกดดันจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นเร็ว และหลังผลการเลือกของไทย คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะทำได้เร็ว และการดำเนินงานน่าจมีเสถียรภาพดีกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์มากถึงห้าหมื่นสี่พันล้านบาท กดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก

สำหรับในระยะต่อไป เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มอยู่โซนแข็งค่าต่อได้ เช่น คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีโอกาสไหลเข้าตลาด EM-Asia ต่อได้ เนื่องจากนักลงทุนโลกยังต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุน (Diversify) ออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ และต้องการรับอานิสงส์จากแนวโน้มการลงทุนในด้าน AI ซึ่งไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ด้วย นอกจากนี้ มองว่าการส่งออกไทยในปีนี้ยังน่าจะขยายตัวต่อได้ ,ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ , ราคาทองคำยังมีโอกาสสูงขึ้นได้ จากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่มาก และ ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของสกุลเงินภูมิภาคลดลง โดยเงินหยวนแข็งค่าต่อเนื่องจากปีก่อน ขณะที่เงินเยนเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลดลง

“เงินบาทอาจไม่แข็งค่าไปได้มาก โดยน่าจะมีแนวรับอยู่ที่ราว 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้นำเข้า เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 30.75-31.25 เป็นระดับที่เข้าซื้อได้ โดยอาจมีจังหวะให้เข้าซื้อในช่วงที่มีข่าวการจัดตั้งรัฐบาล หรือเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ กลับมาอ่อนแอลงตามที่คาด ส่วนผู้ส่งออก เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 31.50-32.00 เป็นระดับที่อาจพิจารณาขายได้” นายวชิรวัฒน์ กล่าว

สำหรับอัตราอัตราดอกเบี้ยไทย หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ลดดอกเบี้ยลง 25 bps มาอยู่ที่ 1.00% ซึ่งเหนือความคาดหมายของตลาด มีผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงราว 10 สตางค์ ระยะต่อไป กนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะสั้น-กลาง โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจเพียงพอต่อการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแอ และโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ ทั้งนี้ ยังต้องจับตาพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังติดลบ แนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ อีกทั้ง ยังต้องจับตาภาวะการเงินที่ยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเงินบาทที่แข็งค่า หากปัจจัยข้างต้นนี้ ยังมีแนวโน้มปรับแย่ลงอีก ก็มีโอกาสที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ยต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

Advertisement