ผู้ว่าฯ ธปท. เดินหน้ารื้อค่าธรรมเนียมธนาคาร 10-15 รายการ กำหนดเพดาน ทำมาตรฐานเดียว

19

Business Highlight Online 28 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ว่าฯ ธปท. เดินหน้ารื้อค่าธรรมเนียมธนาคาร 10-15 รายการ กำหนดเพดาน ทำมาตรฐานเดียว ให้สอดคล้องต้นทุนจริง คาดชัดเจนใน 2 เดือน ย้ำดอกเบี้ยนโยบาย 1% เหมาะสมกับเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ยืนยันพร้อมลดทันทีหากสถานการณ์แย่ลง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 10–15 รายการ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และทำให้โครงสร้างค่าธรรมเนียมมีความเป็นธรรมมากขึ้น ว่า ปัจจุบันค่าธรรมเนียมของแต่ละธนาคารแตกต่างกัน เนื่องจากกำหนดตามหลักเกณฑ์ของแต่ละแห่ง และไม่ได้มีการแข่งขันด้านราคาที่แท้จริง ธปท. จึงมีแนวคิดกำหนดมาตรฐานกลางให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงของการให้บริการ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีทางการเงินพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนธุรกรรมหลายรายการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายการค่าธรรมเนียมที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อาทิ ค่าขอ Statement, ค่ารักษาบัญชี, ค่าธรรมเนียมออกบัตร ATM, ค่าธรรมเนียมโอนเงินหรือฝากเงินข้ามเขต, ค่าโอนเงินรายใหญ่ รวมถึงค่าธรรมเนียมเรียกเก็บเช็คข้ามจังหวัด เป็นต้น คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 2 เดือน

ทั้งนี้ ธปท. ต้องการให้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนดไว้ ไม่เกินอัตราสูงสุดที่เหมาะสม และหากมาตรการระยะแรกประสบผลสำเร็จ มีแผนพิจารณาขยายการปรับลดไปยังรายการอื่นเพิ่มเติมในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยดำเนินการมาก่อน จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการหารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคและการดูแลต้นทุนของสถาบันการเงิน

นายวิทัย ยังกล่าวถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดเมื่อ 25 ก.พ. 2569 ปรับลด 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1% นั้น ถือเป็นระดับที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดย ธปท. ประเมินว่าการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะเวลาอันรวดเร็ว อาจกระทบต่อผู้ฝากเงินและเสถียรภาพทางการเงิน อย่างไรก็ตาม หากแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตเปลี่ยนแปลงไปจากที่ประเมินไว้ หรือมีสัญญาณชะลอตัวรุนแรงกว่าคาด ธปท. ก็พร้อมพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมทันทีเพื่อดูแลเศรษฐกิจ

ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น สะท้อนทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน

Advertisement