สหรัฐฯปรับภาษีสินค้าไทยเพิ่มสุทธิ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็นระดับเดียวกับคู่แข่งไทย อีกกว่า 2,120 รายการได้รับยกเว้น

36

25 กรกฎาคม 2569 รองโฆษกฯ แจงสหรัฐฯ ปรับภาษีสินค้าไทยเพิ่มสุทธิ 12.5 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็นระดับเดียวกับประเทศคู่แข่งหลักของไทย ย้ำกว่า 2,120 รายการได้รับยกเว้น รัฐบาลเร่งเจรจา ART ดูแลผู้ส่งออก

วันนี้ (25 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศปรับอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศไทยตามมาตรา 301 ว่า รัฐบาลขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนเข้าใจตรงกันว่า อัตราภาษีที่มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นการปรับจากฐานเดิมร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 12.5 หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ มิใช่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มใหม่ร้อยละ 12.5 ทั้งจำนวน พร้อมย้ำว่าอัตราดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยหลายประเทศ จึงไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการติดตามข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าสินค้าส่งออกของไทยกว่า 2,120 รายการ ได้รับยกเว้นจากมาตรการภาษีดังกล่าว ครอบคลุมสินค้าสำคัญหลายประเภท อาทิ วงจรรวม ยางธรรมชาติ และแป้งมันสำปะหลัง โดยรายการสินค้าที่ได้รับยกเว้นคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแต่ละรายอาจแตกต่างกันตามพิกัดศุลกากร ประเภทสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และเงื่อนไขการนำเข้าของสหรัฐฯ จึงไม่ควรตีความว่าสินค้าไทยทุกประเภทจะไม่ได้รับผลกระทบ

“รัฐบาลเข้าใจความกังวลของผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม แต่ขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายสินค้า และไม่ตื่นตระหนกจากตัวเลขพาดหัวเพียงอย่างเดียว มาตรการครั้งนี้เป็นการเพิ่มอัตราภาษีสุทธิ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์จากฐานเดิม ไม่ใช่การเรียกเก็บเพิ่มใหม่ร้อยละ 12.5 ทั้งจำนวน ขณะเดียวกัน สินค้าไทยกว่า 2,120 รายการได้รับยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว” นางสาวลลิดา กล่าว

“ประเทศคู่แข่งหลักของเราในหลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ก็ถูกเรียกเก็บในอัตรา 12.5% เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีสินค้าไทยอีกกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ไม่ได้ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม รัฐบาลจะใช้ข้อมูลแยกตามกลุ่มสินค้าและระดับผลกระทบ เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือให้ตรงเป้าหมาย ไม่ใช้มาตรการแบบเดียวกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว ควบคู่กับการประเมินผลกระทบและเตรียมแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละกลุ่ม โดยยังไม่กำหนดกรอบเวลาว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุปเมื่อใด

ขณะเดียวกัน รัฐบาลติดตามการไต่สวนของสหรัฐฯ ในประเด็น กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งครอบคลุมหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุป และอาจส่งผลต่อเงื่อนไขทางการค้าในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลภาคการผลิต การส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเตรียมชี้แจงและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลที่ตรวจสอบได้

“แนวทางของรัฐบาลคือสื่อสารข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แยกให้ชัดเจนว่าเรื่องใดมีผลบังคับใช้แล้ว และเรื่องใดยังอยู่ระหว่างการเจรจาหรือกระบวนการไต่สวน พร้อมดูแลผู้ประกอบการตามระดับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง รัฐบาลจะไม่ประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป แต่จะไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินข้อเท็จจริง และจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาตลาดสหรัฐฯ ควบคู่กับการขยายตลาดส่งออกทางเลือกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement